เลือกตั้งล่าสุดชี้ อองซานซูจี คะแนนความนิยมร่วง

photo-myanmar

จากการที่พม่าได้มีการจัดเลือกตั้งซ่อม 5 รัฐ ในวันที่ 1 เมษายน 2017 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าบรรยากาศไปอย่างเงียบเหงา ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากที่พรรค NLD ของนางออง ซาน ซูจี ได้ขึ้นบริหารประเทศ การเลือกตั้งครั้งนี้เปรียบเสมือนการแข่งขันของสองพรรคใหญ่อย่าง NLD และ USDP ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีทหารหนุนหลังอยู่ จะเปรียบได้ว่าเป็นการลองของเลยก็ว่าได้ว่า หลังจากการเรียกร้องให้ประเทศชาติเข้าสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมายาวนานกว่า 16 ปีของออง ซาน ซูจี และเมื่อเธอได้รับชัยชนะ ทั่วโลกต่างจับตามองว่าเธอและเหล่าพลพรรคจะสามารถบริหารประเทศได้ดีเพียงใด เป็นที่พึงพอใจของชาวพม่ามากน้อยแค่ไหน ซึ่งจากวันที่ NLD ได้รับชัยชนะในปี 2015 จนมาถึงวันนี้ก็ผ่านมาสองปีแล้ว ตัวชี้วัดอีกอย่างหนึ่งถึงความพึงพอใจในการบริหารประเทศ หลายคนก็มองว่ามาจากผลการเลือกตั้ง

the_lady_city

ผลการเลือกตั้งก็ปรากฏว่าพรรค NLD ได้ที่นั่งในสภาทั้งหมด 9 เสียงจาก 19 เสียง และสูญเสียคะแนนให้กับพรรค USDP ไปจากหลายรัฐ เช่น ในรัฐมอญ มีกรณีวุ่นวายเกิดขึ้น ประชาชนในรัฐมอญได้ออกมากล่าวก่อนเลือกตั้งว่า NLD เคยสัญญาว่าจะนำการพัฒนาเข้ามาให้พวกเขามีความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ แต่ความเป็นจริงแล้วคือ NLD นอกจากจะไม่มาเหลียวแลแล้วยังไม่ฟังคำเรียกร้องที่ประชาชนต้องการด้วย ทำให้พวกเขารู้สึกเบื่อหน่ายและหมดความเชื่อถือ อีกทั้งเรื่องที่นางออง ซาน ซูจีจะใช้ชื่อของนายพลอองซานบิดาของเธอมาตั้งชื่อสะพานข้ามแม่น้ำสาละวิน ทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็นอย่างมากและกล่าวหาว่าเธอใช้อำนาจในทางที่ผิด นอกจากจะมาใช้สิทธิ์เสียงในการเลือกตั้งไม่ถึงครึ่งแล้ว ชาวมอญยังเทคะแนนเสียงให้กับพรรคคู่แข่งอย่าง USDP นำโด่ง NLD อีกด้วย

the_lady_new

นอกจากนั้นยังมีกรณีของรัฐชาติพันธุ์อย่างคะฉิ่นในส่วนของชาวคะฉิ่นที่ติดอาวุธ ซึ่งนางอองซานซูจีไปต่อว่าพวกเขาว่าล้าหลัง ต่อต้านและไม่เชื่อฟังเธอทำให้คะแนนเลือกตั้งตกลง อีกทั้งกรณีที่ไม่ให้สิทธิ์ทหารไทใหญ่ในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความไม่เท่าเทียมทางการเมือง ทั้งๆ ที่เธอเป็นผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตยแท้ๆ แต่กลับเลือกปฏิบัติเสียเอง

Image_the_lady

ผลการเลือกตั้งและการแสดงออกของประชาชนที่มีต่อพรรค NLD ของนางออง ซาน ซูจีในครั้งนี้ ชัดเจนแล้วว่ามีความนิยมตกต่ำลงมากโดยเฉพาะรัฐชาติพันธุ์ จึงเป็นที่น่าจับตามองต่อไปว่า รัฐบาลในการควบคุมของเธอจะสามารถบริหารประเทศให้พัฒนาและก้าวสู่ประชาธิปไตยเต็มขั้นอย่างผาสุกจริงหรือไม่